วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

タスク1(3):自己紹介 My New Me

และแล้วเราก็กลับมาอีกครั้งกับการแนะนำตัว อัวอัวอัว ครูบอกว่ามีบีฟอร์ก็ต้องมีอาฟเตอร์นาจา


เราทำเรื่องนี้มาเป็นครั้งที่ 3 แล้ว แน่นอนว่าต้องมีการพัฒนาที่ดีขึ้น!!!


ใช่มั้ย..55555


ทีนี้เรามาดูกัน หลังจากที่ลองพูดสดในครั้งแรก ซึ่งได้บันทึกไว้ในครั้งนี้ และได้เขียนแบบให้มี 魅力的 ออกมา ซึ่งเราก็ได้สรุปไว้ในครั้งนี้


และเราก็ได้มาพูดกันอีกรอบในห้องเรียนนี้ อีกครั้ง-..-


แน็ตก็ได้แต่หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีการพัฒนาขึ้น ก็ลองดูบทที่เคยส่งครูเล็กน้อย และก็พูดไปตามที่จำได้


และนี่คือเทปที่ถอดเสียงออกมา


皆さん、こんにちは。初めまして。あのうサンスィニーと申します。ニックネームはネットです。よかったらネットと呼んでください。はい、あのう、そしてー、ストレス解消に行うことは、あのう、ドラマ鑑賞と映画鑑賞です。ドラマは日本ドラマが好きで映画はアメリカ映画が好きです。最近見たのは、あのう、日本ドラマの「嘘の戦争」と、あのうハリウッド映画のラ・ラ・ランドです。はい、あのう、そして、また、日本アイドルを追いかけることも楽しんでいます。しかし、2年間夢中になっていたアイドルが解散してしまったので結構冷めてしまいました。よかったら皆さん、あのう、皆さんのお好きなアイドルをご紹介お願いします。どうぞよろしくお願いします。


เมื่อเทียบกับการพูดสดครั้งแรกปรากฎว่า พวก あのう กับ そして ก็ยังหลุดปากมาอยู่ตอนที่นึกไม่ออกว่าจะพูดไรต่อ ตรงนี้ยังไม่สามารถแก้ไขได้ภายใน 3 สัปดาห์ แต่รู้สึกตัวเองพูดได้น่าสนใจมากขึ้น น่าสนใจในที่นี้คือมีความเป็นตัวตนของเรามากขึ้น ได้พูดว่าชอบตามไอดอล แต่ไอดอลก็วงแตกไปแล้ว5555 มีการใส่ตัวอย่างไปด้วยในส่วนที่ขีดเส้นใต้ อันนี้คือพูดขึ้นมาใหม่ไม่ได้อยู่ในบทที่เคยส่งครูไป


แต่ที่ดีใจมากก็คือ พูดครั้งนี้ไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าครั้งแรกแล้วแล้ว555555 ได้มองสบตาเพื่อน ๆ แทนการมองมือถือตัวเองที่อัดเสียงอยู่ สงสัยเรียนด้วยกันมา 2-3 สัปดาห์เลยเริ่มคุ้นเคยกับเพื่อน ๆ และเลิกประหม่าลงไป พอเลิกประหม่าแล้วก็พูดได้ลื่นกว่าเดิมไม่ตะกุกตะกักแล้ว อันนี้ปลื้มมากน้ำตาจะไหล แต่ถ้าไปเจอคนใหม่ ๆ ที่ไม่รู้จักเดี๋ยวก็ประหม่าอีก ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว 😩😩😩


สิ่งที่ได้เรียนรู้จากกิจกรรมพูดแนะนำตัวเองคือ การพูดแนะนำตัวที่เราคิดว่าเป็นเรื่องง่ายที่สุดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยถ้าเราอยากทำให้การพูดของเราให้ความประทับใจแก่ผู้ฟัง ให้ผู้ฟังจดจำตัวตนของเราได้ ต้องมีเทคนิคในการทำให้คนจำชื่อได้ และการพูดแนะนำตัวบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ รวมทั้งได้เขียนไปด้วยทำให้เราได้จัดลำดับความคิดว่าจะพูดอะไรบ้าง และได้ดูปฎิกิริยาตอบสนองของเพื่อนด้วยว่า พูดเรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเราแล้วทำให้เขาสนใจ ถ้าพูดแบบนี้แล้วจะได้รีแอคชั่นตอบกลับมาอย่างไร อย่างเช่นครั้งแรกที่เคยบอกเพื่อน ๆ ว่าชอบดูละครดูหนัง เพื่อนก็ฟังแล้วเฉย ๆ แต่พอครั้งนี้บอกไปด้วยว่า เรื่องล่าสุดที่ดูไปคือเรื่องอะไรบ้าง เพื่อนก็มีปฏิกิริยาตอบกลับมาว่า “อ่อ (ดารา)คนนี้เล่นใช่มั้ย”  “อ๋อ เรื่องนี้รู้จักๆๆ” เป็นต้น พอเพื่อนได้ตอบสนองเรามาแบบนี้ก็คิดว่าทำให้เพื่อนจดจำเราได้มากขึ้น และสุดท้ายอย่าลืมตั้งใจฟังที่คนอื่นพูดด้วยเพราะเพื่อนก็ตั้งใจพูดเหมือนกันอีกทั้งจะได้รู้จักเพื่อน ๆ มากขึ้นด้วย


สรุปแล้วคิดว่า การพูดบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ ช่วยให้พัฒนาขึ้นได้จริง

วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560

タスク3:lang-8

ตั้งแต่สัปดาห์แรก คุณครูแนะนำเว็บไซต์ http://lang-8.com/ ให้ ซึ่งเป็นชุมชนออนไลน์แบบหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ใช้ได้แลกเปลี่ยนความรู้ด้านภาษาซึ่งกันและกัน ผู้ที่เรียนภาษาต่างประเทศจะโพสข้อความให้ผู้ที่ใช้ภาษานั้น ๆ เป็นภาษาแม่ให้ช่วยแก้ไขให้ อย่างเราเรียนภาษาญี่ปุ่นและใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ เราก็จะโพสภาษาญี่ปุ่นให้คนญี่ปุ่นช่วยแก้ไขและก็จะไปช่วยแก้ไขภาษาไทยให้ชาวต่างชาติคนอื่น

เว็บไซต์นี้มีคอนเสปต์ น้ำใจยิ่งให้ยิ่งได้ เราไปช่วยแก้ภาษาไทยให้คนอื่นเขา เราก็จะได้แต้มมาสะสมไว้ ยิ่งแต้มเยอะ เวลาเราขอให้คนอื่นแก้ภาษาให้เรา โพสของเราก็จะขึ้นมาท็อป ๆ ฉะนั้นครูจึงบอกให้เราไปทำความดีหาแต้มมาสะสมไว้เยอะ ๆ ทำดีหวังผลให้เราขึ้นท็อปค่า

ความรู้สึกประทับใจอย่างหนึ่งตอนที่สมัครเว็บไซต์นี้ครั้งแรกคือ มีคนสนใจเรียนภาษาไทยเราด้วยอ๊ะ!!! ดีใจจัง เท่าที่เห็นส่วนใหญ่เป็นคนจีน แล้วก็เคยเห็นคนเวียดนาม ญี่ปุ่น และฝรั่งสักชาติอะ5555 สู้นะทุกคน

เราก็ไปแก้ไขให้เขาบ้าง เตรียมสะสมแต้มไว้ บางทีเขาก็เขียนกันถูกต้องไร้ที่ติเลยนะ มันถูกไวยากรณ์หมดแต่มันไม่เป็นธรรมชาติ เราจะรู้สึกว่าคนไทยไม่ใช้แบบนี้แต่ก็ไม่รู้จะแก้ยังไงเพราะรูปประโยคมันถูกหมดอะ แต่ถ้าคนไทยอ่านดูจะรู้เลยว่าแปลมาจากภาษาอื่น

อย่างเช่น ประโยคนี้ที่คนเวียดนามเขียนมา

เธอได้ตัดผมและสิ่งนี้ทำให้เธอสวยขึ้น

อ่านแล้วมันถูกหมดเลย แต่คนไทยไม่ใช้ประโยคแบบนี้

แล้วก็มีคนไทยไปแก้ให้เป็นแบบนี้

เธอตัดผม และนั่นทำให้เธอสวยขึ้น (ตัด "ได้" ออกและเปลี่ยน "สิ่งนี้" เป็น "นั่น")

เรายิ่งรู้สึกว่ามันไม่ใช่อะ ยังไงก็ยังเป็นประโยคที่ให้ความรู้สึกเหมือนอ่านบทแปล

เราเลยคิดว่าควรจะเป็นแบบนี้

เธอตัดผมทำให้เธอสวยขึ้น

น่าจะดูเป็นประโยคที่คนไทยใช้มากกว่า (ความจริงโพสนี้ไปเม้นท์ไม่ติดอะ ไม่รู้อินเตอร์เน็ตเป็นไร โพสแล้วไม่ติดเฉ้ย อุตส่าห์พิมพ์แก้ตั้งนานเพราะเขาเขียนมายาวอยู่ โพสไม่ติดเลยไม่ได้แก้ให้เขาเลย ขอโทษน้า555)

ทีนี้พอมาถึงตาเราโพสข้อความให้คนญี่ปุ่นแก้ภาษาญี่ปุ่นให้เราบ้าง เราเอาเรื่อง 自己分析・自己発見 ไปโพส แล้วก็มีคนมาแก้ไขให้ 2 คน ปรากฎว่า จุดที่ผิดไวยากรณ์แบบชัด ๆ หรือคำที่ไม่เหมาะสมอย่างเห็นได้ชัดเขาก็แก้ไขให้เรามาตรงกันทั้งคู่ แต่มีบางจุดที่คนนี้แก้ให้ แต่อีกคนไม่แก้ให้ ให้เราพิจารณาดูเองอีกทีว่าที่เราเขียนไปมันผิดหรือถูกกันแน่ จริง ๆ มันอาจจะถูกแต่มันไม่เป็นธรรมชาติเหมือนที่เราไปอ่านภาษาไทยจากคนชาติอื่นก็ได้

สิ่งที่ได้เรียนรู้ในการใช้ lang-8 ก็คือ การใช้ภาษานี่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลจริง ๆ ถ้าไม่ใช่ว่าผิดไวยากรณ์ไปเลย ส่วนอื่น ๆ น่าจะขึ้นอยู่กับความคุ้นเคยหรือความรู้สึกของผู้ใช้ที่เคย ๆ ใช้ ๆ มามากกว่า ขนาดเราเป็นคนไทยที่ไปช่วยแก้ภาษาไทยให้คนต่างขาติยังแก้ไม่ตรงกับคนไทยคนอื่น ๆ เลย บางครั้งอ่านแล้วก็รู้สึกว่าคนอื่นแก้ดีกว่านะ บางครั้งอ่านแล้วรู้สึกว่าเราแก้ดีกว่าอะ

สรุปคือ lang-8 เป็นเว็บไซต์ที่ดีมากสำหรับการศึกษาภาษาต่างประเทศ เพราะเวลาโพสให้เจ้าของภาษาแก้ให้ แล้วมีคนมาแก้มากกว่า 1 คนขึ้นไปเราจะเห็นความหลากหลายของการใช้ประโยครูปแบบต่าง ๆ อันนี้เราก็ต้องใช้ประสบการณ์ของเราด้วยว่าประโยคแบบไหนที่สื่อความหมายใกล้เคียงกับที่เราต้องการสื่อมากที่สุด ในบางครั้งก็ได้รูปประโยคใหม่ ๆ ที่เราไม่รู้จักแต่มีความหมายคล้าย ๆ ของเดิมทำให้เราได้เรียนรู้รูปแบบประโยคมากขึ้นไปอีก

วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560

タスク2:自己分析・自己発見


สัปดาห์ที่ 2 ได้เรียนการเขียน 自己分析・自己発見

ในห้องเรียนได้อ่านตัวอย่างงานเขียน 6 ตัวอย่าง มีบางคนเขียนจากข้อเสียของตนเองและนำมาเป็นจุดแกร่ง เช่น คนที่บอกว่าตนเองไม่มีความสามารถ เลยต้องเตรียมพร้อมและพยายามให้มากกว่าคนอื่น, คนที่ไม่ชอบวางแผนแต่มีสมาธิจดจ่อเป็นเลิศจนประสบความสำเร็จ และยังมีคนที่เขียนจากประสบการณ์ที่เรียนรู้มา เป็นต้น

จากนั้นเราก็มาลองเขียนของเราเองบ้าง ลองสำรวจและพิจารณาตนเองว่ามีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง เคยลองทำสมัยเรียนวิชาการเขียนแล้ว ให้เพื่อน ๆ เขียนข้อดีของเราให้ เพื่อนเคยเขียนว่า เราเป็นคน 粘り強い แล้วก็ 優しい เป็นสาวน้อยผู้ใจดีอะ55555


แล้วเราก็พิจารณาข้อเสียเราเอง คิดว่าเป็นคนขาดความมั่นใจ 自信のない人  (แต่ชอบมีคนบอกว่าเราดูเป็นคนมั่นใจในตัวเองนะ จริง ๆ แล้วไม่ใช่) ไม่ค่อยกล้าทำอะไรใหม่ ๆ และไม่ค่อยกล้าแสดงความคิดของตนเองเท่าไหร่และเป็นคน introvert เล็กน้อย เกลียดงานปาร์ตี้และคนเยอะๆ เรากำลังพยายามแก้ไข 2 จุดนี้อยู่ พยายามทำให้ตนเองโตขึ้นกว่านี้เพราะไม่ชอบตนเองที่เป็นแบบนี้เหมือนกัน รู้สึกเรียนจบไปทำงานลำบากอะ


เราคิดว่าข้อเสียเราเอามาเขียนยาก เลยอยากเอาข้อดีมาเขียน จริง ๆ แล้วได้ 優しい เยอะสุดแต่ไม่มี エピソード ที่จะมาเขียนเป็นจุดแกร่งได้เลยเลือก 粘り強い มาใส่เรื่องประกอบละไปโพสลงเว็บ Lang 8 รอให้คนญี่ปุ่นช่วยมาตรวจแก้ให้


จากนั้นก็มีคุณ Composer กับคุณ Mika มาช่วยแก้ให้ คุณ Composer ช่วยแก้ไขไวยากรณ์จุดเล็ก ๆ ที่มองข้ามไป ส่วนคุณ Mika ช่วยแก้จุดที่ดูไม่เป็นธรรมชาติให้ แบบนี้


เราเลยเอาจุดที่ทั้ง 2 ท่านแก้ไขให้ มาเขียนใหม่ให้ถูกต้องได้แบบนี้

私は粘り強い性格です。自分の目標のためにどれ程時間かかろうとも、絶対叶えます。例えば、私の子供の頃の夢は海外に留学することです。だから、中学生の時に一度、また高校生の時にもう一度、海外留学の奨学金を申し込みました。二回とも筆記試験と面接に受かりましたが、経済的な理由でお父さんからだめだと言われて、行けなくなりました。諦めず、「大学に入ったら、無償の奨学金を取ろう」と目標を立てました。それから、大学に入って、勉強に専念して、無償の奨学金を受けて、海外に2回留学することができました。とてもうれしくて夢が叶ったと達成感を感じました。諦めないことの大切さを再確認できました。

(ส่วนที่ขีดเส้นใต้คือส่วนคือแก้ไข)

คุณ Mika ใส่คอมเม้นท์มาให้ด้วย ดีใจมากเลย



内省


1. เรายังมีปัญหากับคำช่วย เห็นได้ชัดว่า ส่วนใหญ่จุดที่ไวยากรณ์ผิดเยอะสุดคือ คำช่วย มีลืมใส่บ้าง ใช้เป็น บ้าง เช่น

1.1 中学生のときは一回また高校生のときもう一回海外留学の奨学金を申し込みました。ควรแก้ไขเป็น 中学生のときに一回また高校生のときにもう一回海外留学の奨学金を申し込みました。

1.2 二回とも筆記試験と面接受かった ควรแก้ไขเป็น 二回とも筆記試験と面接受かった


2. เราเพิ่งรู้จักสำนวน しようとも ที่คุณ Mika แก้ไขให้เป็นครั้งแรก จาก 自分の目標のために、どれ程時間がかかっても絶対叶えます。เป็น 自分の目標のために、どれ程時間がかかろうとも、絶対に叶えます。เลยลองหาเป็นภาษาอังกฤษดู มันคือสำนวน no matter what นั่นเอง เลยลองหาประโยคตัวอย่างอื่น ๆ ดู เช่น

2.1 何のアドバイスを彼にあげようとも、彼はそれを全く聞かなかった。ไม่ว่าจะแนะนำอะไรเขาไป เขาก็ไม่ฟังเลย

2.2 どうやってそれを行ったとしても、結果は同じだった。ไม่ว่าฉันจะทำอย่างไร ผลลัพธ์ก็ยังเป็นเหมือนเดิม

(อ้างอิงการใช้สำนวน しようとも : http://honmono-eigo.com/noun-rela/nomatter.html)


3. เรายังแยกคำว่า 目標 กับ 目的 ไม่ออก เลยเลือกใช้คำว่าเป้าหมายว่า 標的 แทน (เปิดดิกหาเอา) ละโดนแก้มาเป็น 目標 หมดเลย ในกรณีแบบนี้ใช้คำว่า 目標 นี่เอง

4. จากประโยค 自分の目標のために、どのくらいかかっても絶対叶えます คุณ Mika บอกว่า「どのくらい」ฟังดูเป็นประโยคคำถามมากกว่าประโยคบอกเล่า ถ้าเราใช้ประโยคบอกเล่าควรใช้คำว่า 「どれ程時間」ดีกว่า แต่คุณ Composer ไม่ได้แก้จุดนี้มาให้เลยคิดว่า ความรู้สึกอาจจะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย แต่เราก็เลือกที่จะแก้ตาม คุณ Mika เพราะว่าไม่เคยคิดจะใช้สำนวน どれ程 มาก่อนเลยอยากลองใช้ดู เลยแก้ไขเป็น どれ程時間がかかろうとも、絶対に叶えます。

สรุป เรายังคงผิดไวยากรณ์หลายจุด โดยเฉพาะคำช่วย に และยังใช้ศัพท์ได้ไม่เป็นธรรมชาติ ต่างกับเจ้าของภาษา เช่น 標的⇨目標กับ どのくらいどれ程 เป็นต้น อีกทั้งยังมีสำนวนที่ไม่รู้จัก คือ しようとも และควรศึกษาต่อไป